กลับสุ่หน้าหลัก                              
ประวัติเมืองลี้
   
   ประวัติเมืองลี้   [ หน้า 1 | หน้า 2 | หน้า3 | หน้า 4 | หน้า 5 ]

   เมื่อก่อนปี พ.ศ.๑๘๐๐ คนไทยได้อพยพจากแคว้นโยนกมาสู่สุโขทัย และได้ตั้งแคว้นสุโขทัยขึ้นแล้วนั้น

                                                                                           

   ก็ได้มีคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งอพยพหนีภัยข้าศึก และโรคระบาดมาจากทางแคว้นหลวงพระบาง ลงมาสู่แคว้นลานนา ในกลุ่มดังกล่าวนี้มี พระนางจามะรี (ไม่ใช่จามะเทวี) เป็นหัวหน้า และมีท้าวปวงมหาดผู้สนิทใกล้ชิดเป็นผู้นำทาง ได้พาไพร่พลมาตามแนวเมืองฝาง แม่ระมิงค์ หริภุญไชย ตามลำดับ

   ในขบวนอพยพซึ่งมีพระนางจามะรี เป็นหัวหน้านั้นมีพาหนะช้างชื่อ "จี๋มะลิ" เป็นช้างทรง ต่อจากหริภุญไชยขบวนอพยพได้เดินทางข้ามมาที่ดอยหล่อ เลียบไปตามลำห้วยแม่ลอบ แล้วตัดเข้าสู่ ขุนลำน้ำลี้ (ซึ่งสมัยนั้นยังไม่ได้ชื่อว่าน้ำลี้) ขบวนเดินทางได้หยุดพักซ่อมแซมเครื่องช้าง ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งต่อมา ณ ที่นั้น มีผู้คนอาศัยอยู่ได้เรียกชื่อว่า บ้านแซม หรือ บ้านแสม (คือบ้านแม่แสมเดี๋ยวนี้) แล้วเดินทางต่อมาอีกประมาณครึ่งวัน จึงได้หยุดพัก
ช้างและพักพล

  พอควาญช้างบังคับให้ช้างหมอบเพื่อจะ ปลง (ปลด) เครื่องช้าง ช้างไม่ยอมหมอบ ควาญช้างจึงได้ใช้ด้ามขอเหล็ก ต๊ง (กระทุ้ง) หัวช้างให้หมอบโดยได้ พยายามบังคับช้างอยู่เป็นเวลานาน ช้างจึงได้ยอมและจึงได้หยุดพักไพร่พล ณ ที่แห่งนั้นจึงได้ชื่อว่า "ต้งหัวช้าง" คือบ้านทุ่งหัวช้างในปัจจุบัน หลังจาก
ได้พักพลแล้วก็ได้เดินทางต่อมาทางทิศใต้

   พอมาถึงใกล้ลำห้วยแห่งหนึ่งช้างทรงตกใจวิ่งจนเด็ง (กระดึง) ที่ผูกคอช้างหลุดออกจากคอช้าง ภายหลัง ณ ที่นั้นได้ชื่อว่าแม่ปันเดง เมื่อเดินทางต่อมาอีก
ระยะหนึ่งจึงหยุดพักแรมอีก ขณะที่หยุดพักแรมนั้น ท้างปวงมหาดได้ออกแอ่วล่าสัตว์แล้วถูกอสรพิษกัดถึงแก่ความตาย พระนางจามะรีจึงให้ปลงศพท้าว
ปวงมหาด ณ ที่นั้น ซึ่งภายหลังต่อมา ณ ที่นั้นได้ชื่อว่า บ้านปวง และที่ปลงศพก็คือที่วัดแอ่วหรือวัดแอ้วในปัจจุบัน เมื่อเหตุร้ายได้เกิดกับหัวหน้าผู้นำทาง
เช่นนั้น พระนางจามะรีก็ไม่สามารถที่จะตัดสินใจทำประการใด

   จึงได้ทำการบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เทพาอารักษ์ขอให้นำช้างทรงไปสู่สถานที่ที่สมควรแก่การสร้างเมือง ช้างก็ออกเดินมาตามสายน้ำลี้ ถึงดอยหนึ่ง ข้างพยา
ยามที่กลับคืนหลัง ดอยลูกนั้นจึงได้ชื่อว่าดอยคืนแต่แล้วช้างก็นำทางเดินทางต่อมาอีกด้วยความเหน็ดเหนื่อยช้างได้หยุดเดินและตะแคงสีข้างกับฝั่งแม่น้ำ
ณ ที่นั้น ต่อมาได้ชื่อว่า "ตาแคง" หรือ นาแคงในปัจจุบัน